หนึ่งในทริปเที่ยวยุโรปที่เราวางแพลนไว้ตั้งแต่แรกๆ ก็คือ Road Trip ไปให้ถึงกรุงโรม แต่โรมต้องล่มเพราะว่าเพื่อนร่วมทริปเกิดป่วยตามสภาพอากาศ ประกอบกับมีเพื่อนร่วมทางไม่พอสำหรับขับรถ ท้ายสุดเราก็เลยจัดทริปสั้นๆ แบบไปถึงที่ไหนก็ไปกัน แวะที่ไหนได้ก็แวะ โดยเลือกไปสักทางหนึ่ง โดยตอนที่วางแผนจะไปอิตาลี่นั้น ก็จะต้องขับผ่านออสเตรีย ซึ่งไหนๆ เราก็จะไปทางนั้นอยู่แล้ว เลยเลือกไปออสเตรียแล้วกัน!

ทริปนี้เราขับรถออกจากปรากลงไปทางใต้  เริ่มออกจากบ้านเวลาประมาณบ่ายโมง อากาศดีท้องฟ้าแจ่มใส แต่เนื่องจากขับรถลงใต้ตามพระอาทิตย์ ทำให้อุณหภูมิภายในรถค่อนข้างร้อน ขับรถไปฟังวิทยุไป ดีเจก็ตอกย้ำกับสภาพอากาศในตอนนี้ด้วยประโยคที่ว่า รู้ไหมว่าวันนี้ของปีที่แล้วหิมะตกที่ปราก!

เราหยุดแวะพักที่ เมือง Kaplice นอนๆ เล่นๆ ก่อนข้ามชายแดนไปยังฝั่งออสเตรีย โดยใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 5 ชั่วโมง ตลอดสองข้างถนนที่ออสเตรียนั้นสวยงามมาก ละสายตาไม่ลงจริงๆ ค่ะ โดยในวันแรกนี้เรามีจุดหมายปลายทางสำหรับที่พักของเราคือเมือง Ebensee และเดินทางไป Hallstatt ในวันรุ่งขึ้น

 A  Fairytale Village

เราเดินทางออกจาก Ebensee ช่วงประมาณ 10 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ขับรถแบบชิลๆ บนถนนที่โอบล้อมไปด้วยป่าเขาและความสดชื่นของธรรมชาติตลอดสองข้างทาง ขับรถชมวิวไปพลางๆ จนมาถึงทางแยกเข้า Hallstatt จากทางแยกนี้เราต้องขับรถขึ้นภูเขาและอุโมงค์ตัดช่องเขา ซึ่งถนนหลักที่นำเข้าสู่ Hallstatt นั้น มีเส้นทางปั่นจักรยานควบคู่ไปด้วยตลอดทั้งเส้นทาง เรามาถึง Hallstatt แล้วแต่ก็หยุดรถไม่ได้ เพราะว่าไม่สามารถหาที่จอดรถใกล้ๆ ตัวเมืองได้ เราก็เลยต้องขับผ่านไปจอดรถบริเวณทะเลสาบที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง ซึ่งจุดนี้เป็นจุกชมวิวและมีพื้นที่ราบสำหรับปิกนิคริมทะเลสาบ จะเห็นนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปชมวิว นอนอาบแดด บางทีก็มีหงส์มาร่วมก๊วนแย่งอาหารบ้างเป็นพักๆ จากจุดนี้เราสามารถเห็นตัวเมือง Hallstatt ไกลๆ และต้องบอกเลยว่าภาพวิวข้างหน้าที่เราเห็นนั้นสวยมากๆ อยากจะเอาตัวออกไปลอยตรงนั้นจริงๆ ค่ะ 🙂 เราหยุดชมความงามของทะเลสาบนี้สักพักก่อนขับรถกลับไปหาที่จอดใกล้ๆ กับตัวเมือง แล้วเตรียมลุยเข้าเมือง Hallstatt กันต่อค่ะ

บรรยากาศของเมือง Hallstatt ในวันนี้ค่อนข้างแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก โดย 60% เป็นคนเอเชีย เราสองคนก็เดินเตร็ดเตร่ไปตามทางโดยมุ่งไปยังจุดชมวิวคลาสสิคของเมืองนี้ ก่อนแวะหม่ำเครปสตรอเบอร์รี่ กับกล้วยนูเทลล่าที่อร่อยมากๆ ก่อนกลับบ้านค่ะ

Hallstatt นั้นถูกขึ้นชื่อให้เป็นเมืองมรดกโลกจากองค์การ UNESCO ในปี 1997 (UNESCO World Cultural Heritage Site) ซึ่งตัวเมืองนั้นสร้างขึ้นติดกับด้านภูเขา Dachstein และทะเลสาบ Hallstätter See ทำให้เราเห็นภาพวิวของเมืองในเวิ้งทะเลสาบ ซึ่งส่วนตัวแล้วเมย์คิดว่าคล้ายๆ กับเมืองภูติจิ๋วในนิทาน ยิ่งถ้าได้มาในช่วงฤดูหนาวแล้วล่ะก็คงจะได้เห็นหิมะปกคลุมหลังคาบ้านให้ความรู้สึกเหมือนเมืองในเทพนิยายจริงๆ เมย์คิดว่าคนที่มาที่นี่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การที่เราได้หยุดดูชื่นชมภาพบรรยากาศความสวยงามของธรรมชาติรอบๆ และได้พบเสน่ห์ของ Hallstatt ก็นับว่าคุ้มค่าแล้วค่ะ

แม้ว่า Hallstatt นั้นเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีสิ่งที่น่าสนใจให้ทำเรื่อยๆ ตามฤดูกาล ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น เมย์คิดว่าไม่ว่ากิจกรรมอะไรก็ตามที่เราอยากทำ เมย์ก็อยากให้นักท่องเที่ยวได้รักษาธรรมชาติกับความเป็นท้องถิ่นของสถานที่ไว้ เพราะถ้าอะไรก็ตามที่เราทำมากเกินไป มันก็คงไม่ดีต่อทรัพยากรณ์ธรรมชาติ และอาจเกิดผลกระทบต่อชุมชนและผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ได้ค่ะ

Hallstatt – Travel Tips

Respect the privacy // สิ่งแรกเลยที่เมย์อยากแนะนำก็คือการเคารพในความส่วนตัวของคนที่นี่ค่ะ Hallstatt เป็นเมืองเล็กๆ ตั้งติดระหว่างสองข้างถนนที่เราเดินเข้าไป แต่บางครั้งเราก็ควรระวังเรื่องของความส่วนตัวและเขตพื้นที่ส่วนตัวของผู้คนที่นี่ บางทีเราเห็นประตูบ้านเปิดทิ้งไว้ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เราเข้าไป หรือลักษณะของหน้าต่างบ้านที่ติดกับถนน เราก็ไม่ควรไปสอดส่องภายในบ้าน หรือถ่ายภาพซูมที่เป็นส่วนตัวมากๆ ค่ะ

Point of silence  // จุดนี้คือจุดชมวิวคลาสสิคของ Hallstatt ส่วนตัวแล้วเมย์คิดว่าเขาเขียนป้ายไว้เพื่อต้องการให้นักท่องเที่ยวได้หยุดชื่นชมความงามของเมือง ถ่ายรูปและให้เกียรติกันด้วยความเงียบสงบค่ะ

The weather  // เมย์ไป ​Hallstatt ช่วงปลายเมษายน 2018 ซึ่งปีนี้ถือว่าอากาศร้อนกว่าปีที่แล้ว สำหรับเมย์แล้วถือว่าโชคดีมาก เพราะว่าอากาศดี ลมเย็น แต่พอแดดออกก็ร้อนมากๆ เช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้นให้แน่นอนเป็นที่สุดคือติดเสื้อหนาๆ ไว้ด้วยตลอดเวลาเผื่ออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยจะได้ไม่เป็นหวัดค่ะ

All season travel // เมย์คิดว่าคงดีไม่น้อยถ้าได้เห็น Hallstatt ในหลายๆ ฤดูกาล ฤดูหนาว หรือช่วงมีฝน ไม่ว่าจะเที่ยวฤดูไหนก็คงจะได้สัมผัสภาพบรรยากาศของเมืองในแบบที่ต่างกันไป

Cycling tour option // ด้วยความที่ Hallstatt เป็นเมืองเล็กๆ มีนักท่องเที่ยวเยอะ และมีที่จอดรถจำกัด นักท่องเที่ยวบางคนก็ปั่นจักรยานมาเอง ปั่นจักรยานมาเที่ยว Hallstatt ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะที่ออสเตรียนั้นมีเส้นทางสำหรับนักปั่นตลอดสองข้างทาง อีกทั้งเรายังสามารถจอดรถไว้ในเมืองใกล้ๆ และปั่นไปยัง Hallstatt ก็ได้ ซึ่งเมย์และ Jan ต่างก็ลืมว่าทำไมเราไม่เอาจักรยานติดมากันนะ

Picnic // คนยุโรปส่วนใหญ่เวลาเดินทางส่วนมากก็จะทำอาหารติดมาด้วย แน่นอนว่าถ้ามีเวลาได้หยุดพักกันสักนิดก็จะเอาผ้าออกมาปูนอน เอาของที่ทำไว้มาทานกัน และเนื่องจากว่าอาหารตามร้านต่างๆ นั้นค่อนข้างแพง การได้มาปิกนิคกับเพื่อนๆ และครอบครัวในบรรยากาศท่ามกลางธรรมชาติก็น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ได้ผ่อนคลายกันไม่มากก็น้อยค่ะ

Do the “lake” things // เนื่องจาก Hallstatt นั้นอยู่ติดกับทะเลสาบ ซึ่งเวลาที่เมย์ไปนั้นก็เป็นช่วง Spring/Summer ก็จะมีผู้คนเริ่มออกมาพายคายักกัน ซึ่งกิจกรรมทางน้ำสำหรับเมย์แล้วก็ต้องเป็น Paddleboard และแน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ได้ขนไปด้วย เมย์มองภาพด้านหน้าแล้วก็นึกว่า จะต้องเอาบอร์ดมาพายให้ได้สักวัน! คิดดูสิคะ ยืนพายบอร์ดในทะเลสาบท่ามกลางภูเขาโอบล้อม จะหาความสุขแบบนี้ได้อีกที่ไหนกัน!

Other activities // ยังมีกิจกรรมให้ทำอีกมากมายใน Hallstatt อาทิเช่น เดินเขา ล่องเรือ ขึ้นไปชมวิวที่ Rudolph’s Tower หรือ 5 Fingers Lookout Point สกี รวมถึง Hallstatt Salt Mine ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโปรแกรมและช่วงฤดูกาล ซึ่งเพื่อนๆ ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็ปไซต์นี้เลยค่ะ

การได้มาเที่ยวเมืองภูติจิ๋วครั้งนี้มีความสุขมากค่ะ เมย์นี่เห็นสีเขียวๆ เป็นไม่ได้ หลงใหลธรรมชาติของออสเตรียและ Hallstatt จริงๆ ถ้ามีเวลาก็อยากจะไปอีกค่ะ อยากเอาตัวไปลอยน้ำให้ภูเขาโอบกอด อยากมาในฤดูหนาวจะได้เห็นหิมะปกคลุมเมืองเล็กๆ นี้ทั้งเมือง อยากไปเดินเขา และปั่นจักรยานชมวิว ท่าจะมีความสุขอีกไม่น้อยเทียว (ทีเดียว) เชียวล่ะ

แล้วเพื่อนๆ ชอบอยู่กับธรรมชาติกันบ้างไหมคะ มีที่ไหนบ้างที่น่าไปอีก แนะนำกันบ้างนะคะ

Another peaceful day in Hallstatt with Jan. Thanks for taking us here.

Love, May x