ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เมย์มีโอกาสไปแอ่วเมืองเหนือกับก๊วนเด็กแว๊นมาค่ะ 🙂 ทริปนี้เป็นอีกทริปหนึ่งที่สบายๆ ไม่รีบร้อน เที่ยวในสไตล์คนรักสายฝนและถนนสีเขียว เรานั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ มาลงที่เมืองเชียงใหม่แล้วพักที่เชียงใหม่สองคืนแรกเพื่อรอเพื่อนอีก 3 คนมาร่วมก๊วน ทริปปว๊นแอ่วเหนือครั้งนี้เราแวะไปเที่ยวสถานที่หลักๆ ประมาณ 4-5 ที่ เริ่มที่ อำเภอแม่กำปอง ดอยปุย อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งทริปนี้ก็มีเหตุการณ์น่าตื่นเต้นมาเล่าให้ฟังด้วย แต่ก่อนอื่นนั้นเมย์ขอแนะนำเพื่อนร่วมก๊วนทริปแว๊นทั้ง 5 คนดังนี้ค่ะ

คนแรก Bjorn หัวโจกในการจัดทริป ก่อนอื่นเลยต้องขอบคุณ “บียอน” มากๆ ที่จัดทริปสนุกๆ เป็นของขวัญให้เมย์ บียอนเป็นสาย BMW ค่ะ ถ้าพูดถึงเรื่อง “ของเล่น” ในเชิงเทคโนโลยีแล้ว คนนี้ชอบความทันสมัย สบายๆ ใหม่ และเต็มที่กับสิ่งๆ นั้นมากๆๆๆๆ Ilya & Luana ทีมนี้ประกอบด้วยนักมวยและนางแบบค่ะ “อีเลีย” และ “ลูอาน่า” สองคนนี้มาแนวเท่ๆ ชอบความคลาสสิคแบบร็อคแอนด์โรลนิดๆ ทั้งคู่เข้ากับ Triumph สีดำมากๆ ประหนึ่งว่าขับรถอยู่บนถนนในอิตาลีทีเดียว ส่วนคนสุดท้าย คุณพ่อป้ายแดง Michale “ไมเคิล หรือ มิคาเอล” ผู้ที่ขับ Ducati คันโปรดลุยมาท่ามกลางสายฝนตั้งแต่กรุงเทพฯ จนถึงเชียงใหม่ เรื่องลุยๆ นี้ต้องยกให้คนนี้จริงๆ ค่ะ

เชียงใหม่ในวันแรกของเมย์และบียอนอาจจะไม่ได้มีสีสันในเรื่องท่องเที่ยวมากนัก เรานั่งรถแท๊กซี่จากสนามบินมาลงที่ร้านโปรด Raming Tea House Siam Celadon (ระมิงค์ทีเฮาส์ สยามศิลาดล) ดื่มเครื่องดื่มขึ้นชื่อ Teapucchino ทานอาหารเที่ยงและเข้าที่พัก เราแวะไปไหว้พระที่วัดพระสิงห์ ต่อด้วยดื่มกาแฟเข้มๆ แก้วโปรดที่ Akha Ama (อาข่า อาม่า) สาขาฝั่งตรงข้ามวัด ปิดท้ายมื้อค่ำที่ ดาราอาหารเวียดนาม ก่อนเข้านอนเพื่อเตรียมตัวไปซ้อมแว๊น “มอเตอร์ไซค์ทริป” กับยามาฮ่า 125 CC ในวันที่สองที่แม่กำปองค่ะ

Rains in Mae Kham Pong 

ฝนตกที่แม่กำปอง // เข้าสู่วันที่ 2 มอเตอร์ไซค์ทริปแรกของเรา เป็นการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ 125 CC ขับรถออกจากเมืองเชียงใหม่มุ่งสู่หมู่บ้านแม่กำปอง ถนนโล่งๆ ขับรถสบายๆ ไม่มีอะไรมากวนใจ เราหยุดแวะพักซื้อผลไม้สดๆ หน้าบ้านของชาวบ้านชาวสวนที่นำผลไม้ที่ปลูกเองมาขายในราคาถูกมากๆ เมย์ซื้อสับประรด 1 ลูก ในราคา 10 บาท และมะม่วงอีก 3 ลูกในราคา 10 บาทเช่นกันค่ะ

ถึงแม่กำปองแล้วเราก็ขับผ่านขึ้นไปยังจุดชมวิวในร้านกาแฟที่ชื่อว่า ร้านชมนกชมไม้ จากที่นี่เราจะเห็นวิวของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ นั่งจิบกาแฟไปฝนก็เริ่มโปรยลงมา เมย์ก็บอกบียอนว่า นี่แหละคือแม่กำปอง เรามาถึงแม่กำปองแล้ว 

สำหรับเมย์แล้ว ฝนตกท่ามกลางหุบเขาเป็นอะไรที่น่าหยุดมองยิ่งนัก เมย์คิดว่ามันคือเสน่ห์ของชีวิตของหมู่บ้านที่นี่ จากจุดชมวิวที่ร้านชมนกชมไม้ เราขับรถกลับลงมาทานข้าวด้านล่าง หม่ำเสร็จแล้วฝนก็เริ่มตกอีกรอบ ทีนี้และสนุกเทียว! เมย์ก็ได้ทีเล่นน้ำฝนไปเลย 

Doi Suthep + Doi Pui

เรื่องเล่าของคนหลงทาง // ทริปแรกของพวกเราทั้ง 5 คน เป็นทริปที่เราเรียกว่า ซ้อมก่อนออกสนาม เราขับรถขึ้นไปที่ดอยสุเทพในช่วงประมาณ 4 โมงกว่าๆ แล้วต่อไปจิบกาแฟที่ เล้งดอยปุย ที่หมู่บ้านดอยปุยค่ะ ช่วงก่อนจะกลับที่พัก (ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 6 โมงเย็น) ไมเคิล ก็เห็นเส้นทาง”ใหม่” ที่ปรากฏในแผนที่ เป็นเส้นทางลงจากดอยปุยสู่เมืองเชียงใหม่ ในขฯะที่อีเลียและลูอ่าน่าขับออกไปที่หน้าหมู่บ้านดอยปุยเพื่อซื้อเสื้อกันฝน แต่ไปๆ มาๆ ต่างคนต่างก็หาทางกลับมากาพวกกันไม่เจอ เราสามคนจึงตัดสินใจพากันไปตามทางที่ไมเคิลค้นพบค่ะ!

เราขับลงเขาเรื่อยๆ ก็หวังว่าอีเลียและลูอาน่าจะตามมา ขับไปสักพัก ปรากฏว่าเส้นทางจากเป็นเส้นเดียวก็แยกเป็นสองเส้น สำหรับล้อสองล้อ ทางเริ่มแคบ ฟ้าเริ่มมืด คอนกรีตเริ่มหายไปมีดินโคลนและหญ้าเต็มไปหมด สักพักฝนก็เริ่มตก ตัวก็เปียก ขับรถลงภูเขาผ่านยุ้งฉางและที่พักของชาวสวน ฟ้ามืดสนิทแล้ว ฝนตกไม่หยุด น้ำไหลรวมกันตามทางเดินประหนึ่งว่าขับรถอยู่บนแม่น้ำ! รถทั้งสองคัน Ducati ของไมเคิลและ 125 cc กับน้ำมันครึ่งถัง (เราสามคนมีแค่เสื้อผ้าธรรมดาๆ เมย์ใส่เสื้อยีนส์ ไมเคิลมีเสื้อกันลมและเสื้อกันฝน ไม่มีน้ำ มีโทรศัพท์ที่ไม่มีสัญญาณ) ทั้งหนาวทั้งมืด ขับลงเขาไปประมาณชั่วโมงครึ่งก็เจอกับทางตันค่ะ! เราทั้งสามก็สรุปว่าจะขึ้นไป ณ จุดทางแยกที่ขับผ่านมา พอเราขึ้นไปถึงจุดที่เป็นทางแยก เราก็คุยกันว่าจะทำยังไงดี ไมเคิลก็จะลงไปต่ออีกทาง เพราะรถของเขาขึ้นเขาไม่ไหวแล้ว ส่วนเมย์คิดว่าอยากขึ้นไปอีกเพราะคิดว่าจะไปหาชาวบ้านก่อน ยังไงซะก็จะได้รู้ว่าไปได้หรือไม่

จริงๆ แล้วอยากเล่ายาวๆ แต่ขอสรุปให้สั้นๆ ว่าทริปนี้ค่อนข้างโหดและหนาวมากค่ะ 😉 เราควานหาทางกันในที่มืด และสุดท้ายในขณะที่เราลังเลในการตัดสินใจอยู่นั้นก็มีชาวบ้านสองคนที่อยู่ดีๆ ก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาปรากฏขึ้นในความมืด! เราก็เลยถามทาง และเขาก็บอกว่าไปได้ … ใช้เวลากี่นาทีหรอ? 15 นาทีได้ไหม? ปรากฏว่าเราก็ไต่ลงเขาไปในถนนที่ไม่ได้เรียกว่าถนน เป็นเหมือนดินลูกรังและน้ำป่าไหลมาบนทางตลอดทางที่ฝนตก และแล้ว สุดท้ายเราก็ลงเขามาได้ค่ะ ปากทางออกที่เราลงมาคือทางเข้าอุทยานแห่งชาติที่เหมือนจะปิดทำการเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของทาง สรุปว่าทริปนี้เราใช้เวลาตั้งแต่ติดอยู่ในป่าจนถึงที่พักรวมทั้งหมดเกือบ 5 ชั่วโมงค่ะ ฮี่ๆ

ขับรถกลับมาถึงที่พักนอนสบายได้ก็ไม่มีอะไรให้คิดอีกแล้ว นอกจากข้อคิด 2-3 ข้อที่ได้จากการหลงป่าด้วยกัน! ดังนี้ค่ะ

  1. รับฟังความเห็นเวลาอยู่ด้วยกัน – สิ่งสำคัญเลยคือว่าปัญหาไม่ได้เกิดกับเราแค่คนเดียว บางครั้งเราอามีความคิดที่ต่างกัน เต่การทำความเข้าใจและฟังเหตุผลซึ่งกันและกันก็สามารถช่วยให้เห็นไอเดียที่แตกต่างกันได้ บางครั้งเราอาจคิดว่า ถ้าฉันมีรถเองฉันขับกลับไปแล้ว แต่สุดท้าย เราไม่ได้ทิ้งกัน และมันก็ทำให้เราทุกคนได้บทเรียนจากการเดินทางครั้งนี้ด้วยกัน
  2. ให้นึกถึงความเป็นไปได้ และคิดถึงวิธีการที่สามารถเอาตัวรอดได้ง่ายและเร็วที่สุด บางครั้งแผนที่ก็ไม่ได้บอกเราทุกอย่าง โชคดีก็ไม่ได้มีทุกครั้ง เราก็ควรต้องมีไหวพริบบ้าง เช่นในสถาณการณ์แบบนี้ ถ้าเกิดว่าเราเสี่ยงไปต่อโดยที่ไม่รู้แน่ชัด ก็อาจจะเจออีกหนึ่งทางตัน ทีนี้ก็อาจจะแย่กว่าเก่า พยายามยามเสียเวลาในความไม่รู้ให้น้อยที่สุด และหาทางขอความช่วยเหลือค่ะ
  3. เมื่อเราผ่านสถาณการณ์แบบนี้มาแล้ว เท่ากับว่าเราได้บทเรียน อย่างน้อยในคราวหน้า ก็อย่าลืมที่จะเตรียมพร้อม และคิดหน้าคิดหลังไว้บ้าง เพราะถ้าจะต้องเจอกับสถาณการณ์แบบนี้อีก ก็คงจะดีเหมือนกันที่อย่างน้อยเราได้เตรียมหรือมีวีธีเอาตัวรอดไว้บ้าง 

Pai

ปายอีกแล้ว // เมย์จำได้ว่าเดินทางไปปายครั้งแรกเมื่อประมาณสิบปีก่อนโดยการโดยสารเครื่องบินเล็ก 10 ที่นั่งของสายการบินนกมินิ บินจากเชียงใหม่มาปาย หลังจากทริปนั้นเมย์ก็ได้นั่งมอไซค์ขึ้นปายตลอด มีรอบหนึ่งที่บ้ามากๆ ขี่รถขึ้นไปเอง โดยมีเพื่อนร่วมทาง Nick Harris บ้าจี้แว๊นมาด้วยกัน

ถ้าถามว่าเมย์ชอบอะไรที่ปายหรอ ถึงชอบขึ้นไปจัง? อย่างแรกเลยคือเมย์เป็นสิงห์นักบิด ฮี่ๆ เมย์ชอบแว๊นในแบบที่รู้สึกสบาย ชอบถนนโล่งที่เต็มไปด้วยต้นไม้สีเขียวและอากาศบริสุทธิ์สองข้างทาง ส่วนเมืองปาย ในที่นี้คือจุดหมายปลายทาง เมย์หลงรักปายตั้งแต่ครั้งแรกที่ไป ตอนนั้นเมย์อายุ 20 ต้นๆ มีช่วงเวลาที่เมย์ถูกทิ้งให้อยู่ที่บ้านปายนาปายตา แล้วฝนตก เมย์กับพี่เจ้าของบ้านก็นั่งคุยกันเพลินๆ อ่านหนังสือเล่นกับแมวไปเพลินๆ ฝนตกเหมือนเวลาของเมย์หยุดนิ่ง บรรยากาศแบบนี้จะหาได้อีกที่ไหน? อีกคืนหนึ่ง เป็นตอนกลางคืนแล้วฝนตก ถนนนี่โล่งมากๆ เราเดินออกจากโรงแรม Hotel des artist กัน แทบจะไม่มีผู้คนให้เห็น ฝนตกทำให้อากาศยิ่งเย็น ฝนหยุดตกแล้วเมย์ก็ไปยืนอยู่บนสะพานไม้ นั่งฟังเสียงน้ำไหล รู้สึกมีความสุขมาก 

ตอนนี้เมย์ก็ชอบปายนะ แม้ว่าจะมีคนพลุกพล่านมากขึ้น มีฮิปปี้ที่ไม่สนใจคนอื่นบ้าง แต่เมย์ก็คิดว่านี่บ้านเรา และถ้าเรามัวแต่สนใจคนอื่น เราก็ไม่ได้ใช้ชีวิตในบ้านของเรา จริงไหม?

รอบนี้เราขึ้นมาปายช่วงบ่ายเนื่องจากหยุดพักช่วงฝนตกและผิดแผนกันเยอะหน่อย และเนื่องจากอีเลียและลูอาน่าอยากจะพักที่โรงแรมระหว่างทาง เราจึงต้องปล่อยสองคนนี้ให้ได้สวีทกันต่อ เราสามคนมาถึงเมืองปายก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ก็มีโอกาสได้เดินเล่นถนนคนเดิน ช่วงนี้ยังไม่มีอะโวคาโดมากนัก ส่วนไข่ป่ามและข้าวปุกงาดำยังหาไม่เจอในช่วงเดือนนี้ค่ะ 🙂 อาหารที่เราชอบสุดๆ ในทริปนี้ก็คือ ผัดไทเจ เกี๊ยวซ่า Smoothie Shake Hummus + Pita bread นอกจากนี้เราก็ยังได้แวะไปทานอาหารอร่อยๆ รอบๆ เมืองปาย อาทิเช่น Witching Well และ Bom Bowls สำหรับมื้อเช้า ส่วนมื้อเย็นเมย์เที่ยวนี้เมย์ก็ยังไม่พลาดไปทาน ข้าวผัดขนาด ที่ร้านขนาด ณ ริมแม่น้ำปายค่ะ

Tips: สำหรับเมย์แล้วเมย์คิดว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการแว๊นมาปายคือช่วงเช้าหลังนักเรียนเข้าเรียน คือช่วง 8.30 – 9.30 ทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเสาร์อาทิตย์ค่ะ

Vegan Food in Mae Hong Son

ขับรถไปกินมัง’ที่แม่ฮ่องสอน // เรารู้ดีว่าแม่ฮ่องสอนนั้นเป็นเมืองเล็กๆ เงียบๆ ยิ่งช่วงหน้า low season ด้วยแล้วยิ่งเงียบเป็นสองเท่า เราเดินทางออกจากปายในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ ถนนสองข้างทางที่ว่าโล่งแล้วยิ่งดูโล่งเข้าไปอีก เราก็เลยขับรถกันมันส์ไปเลย เรามาถึงแม่ฮ่องสอนก็รีบส่องหาร้านอาหาร ร้านกาแฟ เนื่องจากว่าตลอดสองข้างทางแทบจะไม่มีร้านกาแฟร้านไหนเปิดเลย สุดท้ายเราก็ได้มาทานอาหารมังสวิรัติที่ร้าน Little Good Thing Vegan Cafe’ อาหารอร่อย ราคาดี แถมบรรยากาศดีสุดๆ ก่อนขับรถขึ้นไปดูวิวเมืองแม่ฮ่องสอนที่วัดพระธาตุดอยกองมูแล้วขับรถกลับไปนอนให้หมอนวดตัวกันต่อที่ปาย

Moncham – Maerim

นอนดูดาว ‘พราวภูฟ้า’ ที่แม่ริม // คณะเด็กแว๊นทั้ง 5 ขับรถออกจากปายแล้วหยุดแวะพักถ่ายรูปที่ปายแคนยอน ก่อนเดินทางเข้าสู่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เราขับรถจากปาย โดยใช้เส้นทางยาวๆ ปาย-กัลยาณิวัฒนา-สะเมิง เข้าสู่แม่ริม ณ จุดนี้เองที่คณะเด็กแว๊นเดินทางครั้งนี้ได้สิ้นสุดลง อีเลียและลูอาน่าขับรถกลับไปเชียงใหม่และขึ้นเครื่องบินเที่ยวดึกกลับกรุงเทพฯ ไมเคิลบึงรถกลับกรุงเทพฯ ก่อนเครื่องบินที่อีเลียและลูอาน่าโดยสารจะจอดสนิทเสียอีก! ส่วนเมย์และบียอนก็ได้แวะพักที่ พราวภูฟ้า ฮิป แอนด์ กรีน รีสอร์ท เพิ่มเติมพลังก่อนเดินทางกลับไปลุยงานต่อที่กรุงเพทฯ อ่านต่อรีวิวโรงแรมพราวภูฟ้า ฮิป แอนด์ กรีน รีสอร์ท ในเรื่อง Time to Breath in Nature ได้ที่นี่ค่ะ

 

Aim for the sky, but move slowly, enjoying every step along the way.
It is all those little steps that make the journey complete.

– Chanda Kochhar

ขอบคุณการเดินทางและมิตรภาพดีๆ จากเพื่อนร่วมทาง Bjorn, Michale, Ilya และ Luana ค่ะ

เมย์มีความสุขมาก

Love, May